การตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์สักแห่ง ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ในทำเลสงบ หรือคอนโดใจกลางเมืองที่โอบล้อมด้วยความสะดวกสบาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่กำลังซื้อ แต่ขึ้นอยู่กับ “มุมมองทางการเงิน” ซึ่งแม้จะมีเงินทุนมากมายขนาดไหน แต่หากไม่รู้จักวางแผนการเงินอย่างดี ก็อาจทำให้การลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง การวางแผนการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การเลือกทำเล หรือดีไซน์ของโครงการ
โดยหนึ่งในสิ่งที่ควรรู้และต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ก็คือ เรื่องของ “เงินดาวน์” เพราะเงินดาวน์ไม่ใช่แค่เงินก้อนที่ต้องจ่ายล่วงหน้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมของการลงทุนในระยะยาวด้วย

เงินดาวน์คืออะไร ?
เงินดาวน์ คือจำนวนเงินที่ผู้ซื้อจ่ายล่วงหน้า ก่อนจะขอสินเชื่อจากธนาคารมาชำระส่วนที่เหลือของราคาทรัพย์สิน เช่น บ้าน หรือคอนโด ตัวอย่างเช่น หากต้องการซื้อคอนโดราคาประมาณ 20 ล้านบาท และวางเงินดาวน์ 20% จะต้องจ่ายเงินล่วงหน้า 4 ล้านบาท และขอสินเชื่อในส่วนที่เหลืออีก 16 ล้านบาท
แต่หากพูดถึงในมุมมองที่กว้างขึ้น เงินดาวน์ คือการแสดงความมั่นคงและความสามารถในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ทำให้ธนาคารพร้อมที่จะปล่อยสินเชื่อได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น
เงินดาวน์มีผลอย่างไรบ้าง ?
แม้จะมีกำลังซื้อ แต่การเลือกวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่เหมาะสม จะช่วยให้การลงทุนสินทรัพย์เป็นไปอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับสูง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
วิธีคิดเปอร์เซ็นต์เงินดาวน์
โดยทั่วไป โครงการส่วนใหญ่มักกำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำที่ 10-20% ของราคารวม แต่หากต้องการควบคุมดอกเบี้ยและผ่อนในระยะสั้นให้หมดไว การวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่สูงขึ้น เช่น 30-50% จะช่วยลดภาระทางการเงินได้มาก โดยมีสูตรคำนวณง่าย ๆ ได้แก่
‘เงินดาวน์ = ราคาทรัพย์สิน x เปอร์เซ็นต์เงินดาวน์’
เช่น คอนโดราคา 15 ล้านบาท วางเงินดาวน์ 30% จะเท่ากับต้องดาวน์เงินจำนวน 15,000,000 x 30% = 4,500,000 บาท
ดาวน์กับผ่อน ต่างกันอย่างไร ?
หลายคนอาจยังสับสนเรื่องความแตกต่างระหว่างเงินดาวน์และเงินผ่อน ซึ่งแม้ทั้งสองอย่างนี้จะเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินทรัพย์เหมือนกัน แต่กลับบทบาทที่แตกต่างกันอย่างมาก
ผู้ที่มีฐานะมั่นคง มักเลือกวางดาวน์ในสัดส่วนที่สูง เพื่อลดภาระในการผ่อนให้น้อยลง หรือบางกรณีอาจเลือกจ่ายหมดในระยะสั้นเพื่อไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเลย ซึ่งการวางแผนที่ดีจะช่วยส่งเสริมจุดสมดุลระหว่างเงินดาวน์และเงินผ่อนที่เหมาะสมกับฐานะการเงินและเป้าหมายการลงทุน
ขั้นตอนการดาวน์ เกิดขึ้นเมื่อไร ?
การวางเงินดาวน์ไม่ใช่แค่การจ่ายเงินล่วงหน้าเท่านั้น แต่เป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นใจในการซื้อ และการวางแผนขอสินเชื่อในอนาคต โดยสามารถแบ่งสถานการณ์ได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
สำหรับบ้านหรือคอนโดที่สร้างเสร็จและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งจากโครงการ หรือมือสอง ผู้ซื้อจำเป็นต้องวางเงินดาวน์เต็มจำนวนก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อให้การซื้อขายสมบูรณ์และสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในกรณีที่เป็นโครงการที่ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ (Pre-sale หรือระหว่างก่อสร้าง) ผู้ซื้อและโครงการจะต้องทำสัญญาซื้อขาย โดยรายละเอียดในสัญญาจะกำหนดยอดเงินดาวน์รวมและจำนวนงวดที่จะต้องชำระ ในตลอดระยะเวลาที่โครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เช่น ทุกเดือนจนกว่าจะครบตามยอดเงินดาวน์ที่ตกลงไว้ ซึ่งการผ่อนดาวน์ในรูปแบบนี้จะช่วยให้ผู้ซื้อไม่ต้องแบกรับภาระเงินก้อนใหญ่ในทันที ทำให้สามารถจัดสรรเงินแต่ละเดือนและนำไปใช้จ่ายกับสิ่งอื่นได้
ทำความเข้าใจเงื่อนไข ข้อบังคับของการดาวน์ ก่อนตัดสินใจ
ก่อนที่จะตัดสินใจวางเงินดาวน์ ควรศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเอกสารสัญญาอย่างรอบคอบ เพราะแต่ละโครงการอาจมีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของ

วางแผนเงินดาวน์ให้ดี คือจุดเริ่มต้นของการเป็นเจ้าของทรัพย์สินคุณภาพ !
เงินดาวน์ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สามารถวางแผนการซื้อได้คุ้มค่ากว่าเดิม หากกำลังจะลงทุนในอสังหาฯ ที่มีมูลค่าสูง การเลือกวางเงินดาวน์ในสัดส่วนที่เหมาะสมนอกจากจะช่วยลดภาระทางการเงิน ยังเป็นการแสดงถึงวิสัยทัศน์การลงทุนที่ชาญฉลาด สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ การทำความเข้าใจเรื่องเงินดาวน์อย่างถูกต้องจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเพื่ออยู่อาศัย หรือเพื่อการลงทุน
พร้อมเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดในฝันแล้วหรือยัง ? มองหาอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ทำเล ไลฟ์สไตล์ เลือกซื้อคอนโดคุณภาพในกรุงเทพฯ กับ Noble Development โครงการที่ออกแบบมาเพื่ออนาคตของคุณบนหลากหลายทำเลศักยภาพ พร้อมดูโปรโมชันบ้านเพื่อเลือกดีลที่คุ้มค่าเหนือระดับ สามารถนัดหมายเพื่อเข้าชมโครงการได้ที่เว็บไซต์ของเรา
ข้อมูลอ้างอิง